บทความ

พบผู้ป่วยโรคนี้อย่าไปทำร้ายเขา


schiz

พบผู้ป่วยโรคนี้อย่าไปทำร้ายเขา โปรดช่วยกันบำบัดรักษา
สมยศ พฤกษาเกษมสุข 

(Schizophrenia:สกิตโซฟรีเนีย)>โรคจิตเภท เป็นอาการทางจิตและบุคลิกภาพที่ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีอารมณ์เป็นแบบไม่เหมาะสม เกิดจากความผิดปกติของสมอง โดยสารเคมีในสมองมีความผิดปกติและจากโครงสร้างของสมองบางส่วนที่มีความผิดปกติเล็กน้อย หรืออาจเกิดจากการเสพติดหรือหมกมุ่นในตำแหน่งหน้าที่ หรืออาจเกิด  จากความเครียดในชีวิตประจำวัน เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บป่วย  แสดงออกได้หลายอาการ เช่น หลงผิด (delusion) คิดว่าตนเองเป็นคนดี คนเก่ง ทำงานเพื่อคนอื่นน่ายกย่องสรรเสริญ หลงและเหลิงอำนาจ ลืมตัว อยากสืบต่ออำนาจ เกิดอาการหลอนว่า มีคนคอยปองร้าย มีปัญหาการสื่อสาร พูดสับสน กลับกลอก  พูดโผงผางแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว บางทีอารมณ์ดี – ตลก  บางทีอารมณ์ร้าย( ผีเข้าผีออก ) หวาดระแวง กลัวคนอื่นจะปองร้าย เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง  แปลความหมายเหตุการณ์รอบตัวผิดจากความเป็นจริง เช่น มีคนถาม ที่ตนเองตอบไม่ได้ ก็จะโทษคนถามหรือหาว่าคนถามมันโง่   หมกหมุ่นแต่เรื่องเดิมๆ เรื่องเก่า   ๆ เห็นคนใกล้ชิดลูปหน้า แปลความว่า หน้าด้านฯลฯ เป็นต้น  ถ้าพบผู้ป่วยแบบนี้ หากไปตำหนิ จะมีปฏิกิริยาคล้ายหมาบ้า ไม่เป็นมิตรหรือถ้าไปจู้จี้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากไปก็มีผลต่อการกำเริบของโรคได้  ผู้ป่วยต้องการความรัก ความเข้าใจ จากคนใกล้ชิด สังคมควรให้โอกาส อย่าไปทำร้ายผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาจากจิตแพทย์อย่างถูกต้อง จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดูแลตนเองได้ เข้าสังคม และทำงานได้

(Schizophrenia:สกิตโซฟรีเนีย)>โรคจิตเภท

1. ระยะเวลา   ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหรือต่อเนื่อง ถึง4 ปีหรืออาจหลายปีได้

2. สาเหตุ  1.สาเหตุด้านร่างกาย อาจมีปัจจัยพันธุกรรม เช่น ญาติ เคยเป็น ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดมากยิ่งมีโอกาสเป็นกันมาก ลูกหลานอาจมีโอกาสมากกว่า 10 เท่า  ในอดีตกลุ่มชนชั้นสูง เป็นกันมาก     2).ปัจจัยด้านสมอง  เช่น ความผิดปกติของสาร เช่น สารโดปามีน สารซีโรโตนิน หรือ ลักษณะกายวิภาคของสมองผิดปกติ 3.ปัจจัยด้านจิตใจและสังคม ความเครียด วิตกกังวล เป็นสาเหตุด้านจิตใจได้  แต่เป็นปัจจัยไม่สำคัญเท่าไรนัก  เพียงแต่ส่งผลให้มีอาการกำเริบได้   ส่วนใหญ่มาจากข้อที่1-2  ครอบครัวที่กดดันคนป่วย หรือสังคมรังเกียจ  ส่งผลต่ออาการกำเริบหนัก

3.ความเป็นไปของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปรากฏขึ้นมาก่อน   ตามด้วยอาการของโรคเฉียบพลัน หรือ ค่อย ๆมีอาการ  บางที อาการสงบ  บางทีกำเริบเกิดขึ้น เป็นครั้งคราว ผ่านไปเวลานาน อาจจะมีอาการหลงเหลืออยู่แบบเดียวกับอาการขั้นต้น

4การรักษา ทำได้ 3 อย่างกล่าวคือ 1. ใช้ยารักษา เช่น Haloperido , Resperidone,   Clozapine  สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ถ้าทานยาแล้วมีผลข้างเคียงปรึกษาแพทย์ที่ดูแล แต่ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้นโรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง การรักษาที่จะปรับให้สารสื่อประสาทให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป และต้องได้รับยาเข้าไปช่วยปรับสารในสมองอย่างต่อเนื่อง

5.การป้องกัน   ให้กินยาต่อเนื่อง ให้ความรัก ความเข้าใจ อย่าตำหนิติเตียน ดุด่า วิจารณ์

6.คอยดูแล อาการอาจไปถึงฆ่าตัวตายได้ อย่าคาดหวังหรือกดดันคนป่วย อย่าให้ผู้ป่วยผิดหวังรุนแรง  คอยฟื้นฟูจิตใจ ประคับประคอง ให้การเรียนรู้ ฝึกฝน ทำงานประกอบอาชีพ

7.ส่งไปรักษาในโรงพยาบาล  หาก มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย  และต้องควบคุมการกินยา หรือ ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้  ในโรงพยาบาลแพทย์อาจให้รับการรักษาด้วยไฟฟ้าบำบัดได้

8.การปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อการดูแลรักษาที่บ้าน ในชุมชน การใช้ยา  การปฏิบัติต่อผู้ป่วย เช่น  สัมพันธภาพ  รับฟังสนทนากับผู้ป่วย   ไม่โต้แย้งคัดค้านอาการหลงผิดของผู้ป่วยว่าไม่เป็นจริง หรือเออออห่อหมกไปทุกเรื่อง  และ อาจหันเหความสนใจผู้ป่วยไปในเรื่องอื่นๆ

โรคนี้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาจนหายปกติได้   หรือใกล้เคียงคนปกติ   ถ้าผู้ป่วย และ คนใกล้ชิด ครอบครัว มีมีความรู้ความเข้าใจแท้จริง 

27.7.61

stress-burnout-symptomen-oorzaken