ข่าว

5000 บาท ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เยียวยาแบบย่ำแย่


 

91130974_10212767933112464_7826361042530729984_o

5000 บาท ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เยียวยาแบบย่ำแย่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid-19) ระยะที่ 2 ซึ่งหนึ่งในนั้น เป็นการ แจกเงิน5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน 2563) ให้กับกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น แรงงานลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดชั่วคราว โดยคาดว่ามีจำนวน 3 ล้านคน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลประยุทธ์จะรู้ไม่จริงเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ จึงเสนอตัวเลขแจกเงิน 5000 บาทให้กับกลุ่มแรงงานนอกระบบจำนวนเพียงแค่ 3 ล้านคน ในพื้นที่เสี่ยง ในความเป็นจริงแล้ว การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดครั้งนี้กระทบกับประชาชนทุกคน ทุกพื้นที เพราะระบบเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันจนแยกส่วนไม่ได้เลย หากเกิดผลกระทบจากส่วนใดก็จะส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นไปด้วยทั้งระบบห่วงโซ่ เช่น ส่วนผลิตหยุดชะงัก ทำให้ขนส่งหยุดไปด้วย ส่วยค้าปลีกหยุดชะงัก แรงงานลำเลียงและโกดังหยุดไปด้วย ฝ่ายสำนักงานหยุดไปด้วย กระทบแม่ค้าในตลาดสดไปด้วย ฯลฯ ทุกภาคส่วนจึงกระทบจากไวรัสโควิดไปหมดกันถ้วนหน้าไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ตามวัดวาอารามต่างๆกระทั่งสัตว์เลี้ยงหมูหมากาไก่มากมาย

ตามตัวเลขแล้วแรงงานนอกระบบมีจำนวนถึง 23 ล้านคน หรือร้อยละ 72 ของผู้มีงานทำทั้งหมด แรงงานนอกระบบมีส่วนสร้างรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2,000,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 43 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP)ที่กำลังแรงงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในสาขาการผลิตที่ไม่เป็นทางการ และอีกกว่าครึ่งหนึ่งยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม

ถ้าเป็นไปตามที่รัฐบาลประกาศแบบนี้ การเยียวยาเดือนละ 5000 บาทให้กับ 3 ล้านคนจึงไม่ทั่วถึงไม่อาจเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิดได้อย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังประกาศในส่วนของการประกันสังคมจะจ่ายเงินคนตกงานเช่น 1. นายจ้างเลิกจ้าง/ไม่มีงาน จ่ายให้ 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 6 เดือน2. รัฐบาลสั่งให้บริษัทหยุด จ่ายให้ 50% ของเงินเดือน เป็นเวลา 2 เดือน  3. ถ้าลาออก จ่ายให้ 45% เป็นเวลา 3 เดือน  4. ถูกเลิกจ้าง จ่ายให้ 70% เป็นเวลา 200 วัน สิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายประกันสังคมอยู่แล้ว เพราะเงินที่จ่ายให้ผู้ว่างงานดังกล่าวนี้เป็นเงินสะสมที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ( นายจ้างที่มีลูกจ้าง1คนขึ้นไป ขึ้นทะเบียนจ่ายสมทบ)  เป็นการใช้เงินสะสมของลูกจ้างและนายจ้างในระบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขที่นายจ้างลูกจ้างร่วมกันออมสะสมไว้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่า รัฐบาลยังไม่ได้เยียวยาประชาชนแต่ประการใด

หากเป็นไปตามที่รัฐบาลประกาศเช่นว่านี้ จะมีปัญหาตามมาก็คือ( 1) ผู้ประกันตนขึ้นทะเบียนแล้วตามมาตรา 39  คือ ผู้ที่เคยจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคม(นายจ้าง+ลูกจ้าง)แล้วออกจากงานมาจ่ายสมทบด้วยตนเองต่อเนื่องซึ่งมีอยู่ราว1,629,374 คน( 2) กับอีกส่วนหนึ่งคือผู้ประกันตนตามมาตรา40 คือ ผู้ที่สมัครใจเข้าเข้าสู่ระบบประกันสังคม(ไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา33มาก่อน) มีจำนวน 3,100,159 ทั้งสองกลุ่มนี้จะไม่ได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตามที่สำนักงานประกันสังคม

กระทรวงแรงงานยืนยัน  ผู้ประกันตนตามมาตรา39และ 40 มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5000 บาท  แต่ต้องไปขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ปัญหาก็คือว่า 1. ทำไมต้องไปขึ้นทะเบียนใหม่ในเมื่อสนง.ประกันสังคมมีทะเบียน มีบัญชีธนาคารผู้ประกันตนตามมาตรา39-40 อยู่แล้ว ทำไมไม่ให้กระทรวงการคลังโอนเงิน 5000 บาทเข้าบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ข้อที่ 2 กระทรวงการคลังอนมัติเงินเยียวยาให้แรงงานนอกระบบเพียง 3 ล้านคน ในขณะที่ผู้ประกันตนตามมาตรา39และ40 รวมกันแล้วมีถึง 4729533 คน เป็นไปได้มากผู้ประกันตน39และ40จะตกหล่นด้วย โดยสรุปคือยังไงเสียฝนตกไม่ทั่วฟ้า นำมาสู่การเลือกปฏิบัติ  ท้ายสุดแรงงานอกระบบจริงๆอีก 20 ล้านคนจะทำยังไง( ภาคเกษตร ฟรีแลนด์ ขายตรง ขายออนไลน์ ฯลฯ เขาไม่ได้รับการเยียวยาไปกับเขาด้วย

ขอ้เสนอของผมคืออนุมัติเงินให้ทั่วถึง ถ้วนหน้าครอบคลุมแรงงานนอกระบบทั้งหมด โดย1. โอนเงินเข้าบัญชีผู้ประกันตนตามมาตรา 39และ40 ในระบบประกันสังคมทันที แล้วเปิดรับลงทะเบียนในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในทะเบียนประกันสังคม

ไหนๆจะเยียวยากันแล้วก็เอากันแบบถ้วนหน้าไปเลยไม่ดีหรือ ถ้าไม่มีกึ๊นหรือความรู้ในการเยียวยาแบบถ้วนหน้าแนะนำให้เชิญอาจารย์ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี และอ.ใจ อึ้งภากรณ์ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ทั้งสามท่านมีความรู้เรื่องรัฐสวัสดิการเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่เคยนำเสนอและผลักดันเรื่องรัฐสวัสดิการมาให้คำแนะนำก็ได้นะครับ

แต่ถ้ากำหนดมาตรการออะไรออกไปโดยรู้ไม่จริงหรือไม่มีความรู้เพียงพอบ้านเมืองก็บรรลัยลูกเดียวจบข่าวครับ

สมยศ พฤกษาเกษมสุข 25.3.63