บทความ

กุศลจิตแบบ”พิมรี่พาย” หรือ ทราย เจริญปุระ อย่างไหนทรงคุณค่ากว่ากัน?


การแซ่ซ้อง“พิมรี่พาย” หรือนามจริง “พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์” เป็นความโด่งดังมาจากเมื่อวันที่ 8 มกราคม 64 เป็นวันเด็กแห่งชาติที่รัฐบาลโง่แห่งชาติประกาศยุติการจัดงานวันเด็ก แต่พิมรี่พายกลับใช้โอกาสวันเด็กนี้นำของขวัญไปมอบให้เด็กชาวไทยภูเขา โดยเปิดเผยถึง ชีวิตที่ไร้อนาคตของคนบนดอยที่ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภค การไฟฟ้าเหมือนคนในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพที่ใช้ไฟฟ้าจนเกินไป และเกินความจำเป็น  การแซ่ซ้องเช่นนี้ก็สมควรต่อการสรรเสริญเป็นการกระทำที่เป็นจิตกุศลสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่า จิตกุศลแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาที่โครงสร้างพื้นฐานของการกดขี่และความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยแม้แต่น้อย

แน่นอนการทำบุญกุศลเยี่ยงนี้ไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน เป็นปรากฏการณ์ที่แจ่มชัดยิ่งขึ้นถึงความระยำตำบอนในความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมไทยเมื่อ รัฐใช้เงินกว่า 50 ล้านไปสร้างส้วมบนเครื่องบินหรือไปจัดงานรัฐพิธีกรรมด้วยงบนับพันล้านบาทไปอย่างสิ้นเปลือง แม้กระทั่งใช้งบถึงปีละแสนล้านไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาจอดทิ้งไว้ หรือใช้งบนับพันล้านบาทไปจ่ายเงินเดือนสองตำแหน่งให้นายพลได้สุขสบายหรูหรา ใช้งบประมาณเลี้ยงดูทหารล้นเกินเป็นกองพันเพื่อดูแลความปลอดภัยของกษัตริย์  โดยที่เสียงคัดค้าน การผลาญงบประมาณของรัฐเหล่านี้นั้นมันแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงนกเสียงกาเสียอีก

การจัดสวัสดิการพื้นฐานในการดำรงชีวิตเป็นหน้าที่ของรัฐที่มีต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า การจัดสรรให้ประชาชนเข้าถึงการสาธารณสุขและการสาธารณูปโภคก็เป็นหน้าที่โดยพื้นฐานของรัฐอยู่แล้ว ไม่ใช่ใช้งบประมาณรัฐไปเพียงแค่การโฆษณาโครงการพระราชดำริ หรือ การสร้างภาพแบบกากๆ ผลักภาระการทำหน้าที่ของรัฐในการจัดสวัสดิการและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ให้ไปเป็นกิจกรรมสร้างบุญกุศลให้ภาคเอกชนได้ระดมทุนแบบ ตูน บอดี้แสลม หรือ ใช้จิตกุศลแบบ พิมรี่พาย ซึ่งทำได้เพียงครั้งสองครั้ง ไปแก้ปัญหาได้แบบผิวเผิน สังคมไทยจึงดัดจริตผิดเพี้ยนไปหมด เรานิยมที่จะทำบุญกุศลแบบสร้างภาพและสรรเสริญเยินยอกันจนเกินไป แล้วปล่อยให้พวกคนรวยกดขี่คนจนกันต่อไปกระทั่งปล่อยให้รัฐที่มีนายกโง่ๆกอบโกยงบประมาณไปบำรุงบำเรอพรรคพวกเจ้าขุนมูลนายแบบฟุ่มเฟือยไร้สาระของตนเองและพวกพ้อง แล้วปล่อยให้ประชาชนยากจนและขาดแคลนตามที่พิมรี่พายได้พูดถึงเด็กชาวไทยภูเขา

คุณค่าของ พิมรี่พาย ครั้งนี้ เป็นได้แค่จิตกุศลสาธารณะ เพียงแต่ได้ให้คุณค่าอีกอย่างหนึ่งคือได้เปิดโปงความเป็นจริงของชาวไทยภูเขาว่า โครงการพัฒนาที่ผ่านมาทั้งที่เป็นโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับคนไทยชาวภูเขาหรือเป็นโครงการรัฐหรือขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลายนั้น ยังไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการถูกกดขี่ของคนไทยภูเขาที่ดำรงอยู่มาช้านานแล้ว ความรับรู้ของคนไทยที่มีต่อคนไทยภูเขาเป็นการรับรู้เพียงความงดงามเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนัยยะเช่นนี้เราต้องการให้คนไทยภูเขาเหล่านี้ยังคงอดอยากยากจนเพื่อความน่าสงสารแล้วให้คนมีกะตังมาทำบุญกุศลสร้างภาพบุญกุศลของคนมีกะตังกันต่อไป โดยปกปิดและกลบเกลื่อนความจริงที่คนไทยภูเขาเหล่านี้ ไม่ได้มีสิทธิที่จะเป็นคนไทยที่จะเข้าถึงสวัสดิการและการสาธารณูปโภคที่รัฐมีหน้าที่กระจายงบประมาณไปให้อย่างเสมอภาคกันในสังคม

จิตกุศลสาธารณะอีกแบบหนึ่งที่ไม่ได้สร้างภาพพจน์หรือชื่อเสียงแบบที่คุ้นเคยและนิยมกันในสังคมที่นิยมสร้างภาพแบบกากๆ เพียงเพื่อรักษาสถานภาพความเป็นชนชั้นสูงที่เอาเปรียบคนชั้นล่างกันต่อไป  แต่เป็นจิตกุศลสาธารณะที่สนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างคนจน-คนรวย เพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ โดยกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมและกระจายอำนาจการจัดสรรทรัพยากรในสังคมให้เกิดความเท่าเทียมกัน โดยที่จิตกุศลแบบที่ว่านี้มีอัตราเสี่ยงที่ถูกรัฐเผด็จการกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการชุมนุมประท้วงนั่นก็คือ จิตกุศลแบบ “ทราย อินทิรา เจริญปุระ “ ดารานักแสดงหญิงที่อุทิศทั้งแรงกายและทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาออกมาชุมนุมเพื่อให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าด้วยเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

การที่นักเรียน นักศึกษาออกมาเรียกร้อง การปฏิรูปกษัตริย์ แก้รัฐธรรมนูญ  ประยุทธ์ออกไป ก็เป็นกุศลจิตของคนรุ่นใหม่ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าด้วยความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ปลดปล่อยสังคมไทยให้หลุดพ้นจาก การนำเงินจากภาษีอากรของประชาชนไปใช้จ่ายในพิธีกรรมงมงาย ที่ไปเชิดชูความศักดิ์สิทธ์จอมปลอมของตัวบุคคล สนับสนุนกลุ่มนักเรียนเลวเพื่อปฏิรูปการศึกษาให้เด็กไทยหลุดพ้นไปจากความงมงายของเรียนการสอนแบบยัดเยียดที่มาจากรัฐศักดินาโบราณ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ลดงบประมาณราชสำนักที่ฟุ่มเฟือยเกินความพอเพียง แล้วนำงบประมาณไปสร้างรัฐสวัสดิการ สร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของทุกคนโดยเท่าเทียมกัน  กระจายรายได้ให้เป็นธรรม ทุกคนเข้าถึงสาธารณสุข  และการสาธารณูปโภคทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ฯลฯ

เช่นเดียวกันกับจิตกุศลของ นายปกรณ์ พรชีวางกูร  หรือ เฮียบุ้ง ที่ออกมาสนับสนุนข้าวปลาอาหาร ให้กับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักเรียน นักศึกษา นับได้ว่า เป็นจิตกุศลเพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สังคมหลุดพ้นไปจากความยากจนและความน่าสงสาร โดยรัฐมีหน้าที่จัดสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน 

จิตกุศลแบบ “ทรายและแบบเฮียบุ้ง”ในการสนับสนุนการต่อสู้ของนักเรียน นักศึกษาในนามของคณะราษฎร 2563 ต่างหากที่ทรงคุณค่ามหาศาลต่อสังคมไทย ไม่ได้เพื่อสร้างภาพให้ตนเองหวือหวา หรือเพื่อการสรรเสริญเยินยอแบบที่กำลังทำกัน จิตกุศลแบบนี้ยังมีอยู่จำนวนมากกมายของคนตัวเล็กหรือคนธรรมดาที่สนับสนุนการเงินเพื่อการต่อสู้อย่างจริงจัง แต่ด้วยการอุทิศแรงงานและทรัพย์สินของทั้งสองคนนี้ในแบบนี้ต่างหากที่เป็นแบบอย่างแห่งจิตกุศลด้วยความดีและความงดงาม เพื่อให้ถึงถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน โดยในท้ายที่สุด สังคมไทยจะได้เปลี่ยนแปลงไปสู่เจริญก้าวหน้าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียม ด้วยสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย เหมือนอารยะประเทศทั้งหลาย 

สมยศ พฤกษาเกษมสุข 10.1.64