บทความ

Club House Discussion : ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สร้างรัฐสวัสดิการ


คลับเฮาส์ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ ผู้เสวนา ชี้ คือเรื่องจำเป็น เพื่อสร้างสังคม ให้คนไทยกินดีอยู่ดี จี้ พรรคการเมือง ร่วมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ — ณัฐพงศ์ มาลี สำนักข่าวราษฎร : รายงาน–19.6.64

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 เวลา 19.30-21.15 น. สำนักข่าวราษฎร ร่วมกับ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี  จัดวงเสวนาในคลับเฮาส์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี วันที่ 24 มิถุนายน 2475 วันชาติไทย หรือ วันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีแขกรับเชิญเป็นผู้ร่วมเสวนาได้แก่ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์-บอล ชนินทร์ วงษ์ศรี จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ กลุ่มม็อบเฟส พร้อมทั้งประชาชนที่เข้าร่วมการรับฟังกว่า 800 คน โดยมี โอปอ ณัฐพงศ์ มาลี และ เจมส์ เจษฎา ศรีปลั่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ

วงเสวนาในวันนี้กล่าวถึงประเด็นเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ ที่ชี้ให้เห็นถึงว่าความสำคัญของการปฏิรูปสถาบันฯ นำมาสู่ประเด็นเรื่องรัฐสวัสดิการ และประเด็นเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างไม่สามารถแยกออกกันได้ หากปฏิรูปสถาบัน ผลคือประชาชนจะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การจะต่อสู้เรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาชน พรรคการเมือง และทุกภาคส่วนร่วมกันเรียกร้องให้เป็นประเด็กหลักและเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งผู้เสวนาได้นำเสนอแนวคิดและแนวทางการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ดังนี้

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

*รัฐสวัสดิการ คือเงินบาทแรกถึงบาทสุดท้าย ต้องเป็นไปเพื่อประโยน์ของประชาชน : รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

รัฐสวัสดิการคือเรื่องการเมืองมาก ๆ เพราะคือการตั้งคำถามเบื้องต้นว่า เราคิดว่าคนจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกันไหม แต่สิทธิ์ในที่นี้รวมถึงสิทธิพื้นฐานในชีวิตว่าเราเกิดมาอยู่ในท้องแม่ เมื่อคลอดมาเป็นทารก แม่จะกู้เงินเพื่อมาซื้อค่านมลูก ค่าเรียนหรือไม่ การตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงต้องนั่งรถไปเรียนหลายสิบกิโลเปรียบเทียบกับนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ สวัสดิการคือการการันตีว่าคนทุกคนจะได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิตจากโลกนี้ไปด้วยการประกันการว่างงาน หรือสิทธิ์ต่าง ๆ 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์  กล่าวว่า รัฐในโลกนี้มีหลายแบบถ้าเป็นแบบทุนนิยมเงินจะถูกนำมาปรนเปรอให้นายทุน ให้สามารถสะสมทุนต่อไปได้ และเงินจะถูกเอามา สร้างถนนหนทางให้นายทุนสร้างห้างสรรพสินค้า เพื่อให้นายทุนผูกขาดมากขึ้น ขณะที่ถ้าเป็นรัฐเผด็จการ เงินและทรัพยากรของประเทศก็ถูกเอาปรนเปรอของคณะบุคคลไม่กี่บุคคล ถ้ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เงินบาทแรกจนถึงบาทสุดท้าย ก็ถูกเอาไปใช้กับคนตระกูลเดียว ถ้าเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งการต่อสู้เรื่องนี้มีมายาวนานมาก ตั้งแต่สมัยปรีดี พนมยงค์ จนกระทั่งในช่วงปัจจุบันของกลุ่มราษฎร 2563 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการต่อสู้ 90 ปีเป็นอย่างน้อย มีการแพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่คราวใด ถ้าฝ่ายชนชั้นนำสามารถเถลิงอำนาจได้ เขามักจะฝังกลบเรื่องรัฐสวัสดิการ ให้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รัฐสวัสดิการคือเงินบาทแรกถึงบาทสุดท้ายมาบรรจุเป็นค่าสร้างสนามกีฬา เป็นเงินบำนาญ เงินเลี้ยงดูเด็ก เงินส่งเสริมการศึกษาฟรี ฯลฯ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์  กล่าวต่อว่า รัฐสวัสดิการคือเรื่องการเมือง ไม่ได้เป็นเรื่องเศรษฐกิจที่เอามานำ ประเทศที่เดินหน้าเรื่องรัฐสวัสดิการคือเป็นประเทศที่เอาประชาชนเป็นที่ตั้งและมีแนวคิดเอาเงินมาให้ประชาชนก่อน ถ้าเหลือแล้วค่อยไปทำอย่างอื่น สิ่งเหล่านี้จึงเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์อย่างมากตั้งแต่ปี 2475 ประเด็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าก็เป็นประเด็นเรื่องของรัฐสวัสดิการ เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมแม้จะยินยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญแต่ไม่ยินยอมที่จะให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ ถ้าเจาะความขัดแย้งในปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่าง การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการอภิปรายงบประมาณปี 2565 จะแสดงให้เห็นถึงว่ารัฐบาลนี้ไม่สามารถจัดงบรัฐสวัสดิการให้เด็ดขาด เพราะจะนำมาสู่สิทธิของประชาชนในการตั้งคำถามมากมาย

*การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เกี่ยวข้องกับรัฐสวัสดิการอย่างชัดเจน เน้นย้ำคนรุ่นใหม่ใช้ปรีดี พนมยงค์ เป็นบทเรียน : รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์  กล่าวว่า บทบาทสถาบันกษัตริย์ทั่วทั้งโลกไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงด้วยการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือผ่านการล้มล้าง มีรูปแบบในของสถาบันในทางวัฒนธรรมคือการยืนยันความเหลื่อมล้ำของผู้คน มีสิทธิ์เหนือกว่าโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์สวีเดนกษัตริย์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ อังกฤษ สเปน

สถาบันกษัตริย์เป็นปัญหากับรัฐสวัสดิการในประเด็นเรื่องวัฒนธรรม เปรียบเทียบที่สวีเดนที่มีรัฐสวัสดิการและมีสถาบันกษัตริย์ที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัสเซีย ทางสถาบันเริ่มตระหนักและคิดได้ว่า การปราบปรามด้วยกำลังทหารหรือการใช้กฎหมายจะทำได้ง่ายกว่า แต่มีความเสี่ยงมากที่ชนชั้นนำหากพลาดพลั้งจะถูกโค่นล้ม สถาบันจึงลดแรงปะทะ และพรรคแนวสังคมนิยม หรือพรรคฝ่ายซ้ายเริ่มชนะเลือกตั้งและประกาศนโยบายแนวสังคมนิยม

ในประเทศไทย เมื่อมีการเปรียบเทียบงบประมาณสถาบันกษัตริย์ที่มีจำนวน 3 หมื่นล้าน ถ้าทำรัฐสวัสดิการ โดยเปรียบเทียบงบประมาณบำนาญผู้สูงอายุที่ต้องใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาท หากตัดงบประมาณสถาบันกษัตริย์ไป ก็ไม่สามารถที่จะทำรัฐสวัสดิการได้ให้เป็นจริงได้ ตนได้เน้นย้ำว่ารัฐสวัสดิการไม่ใช่เป็นเพียงแค่การคำนวณตัวเลข และสถาบันกษัตริย์มิใช่เป็นบุคคลที่ดำรงอยู่ที่มีอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันสถาบันกษัตริย์คงอยู่ในฐานะตัวแทนของชนชั้นนายทุนทั้งระบบ ที่สถาบันทำงานกับระบบราชการ ระบบกองทัพ ตำรวจ ศาล ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนายทุน การที่สถาบันกษัตริย์มีอำนาจมาก ก็ย่อมจะเป็นการย้ำความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมให้สามารถคงอยู่ได้อย่างง่าย เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการที่มีสถาบันกษัตริย์นี้ ที่มีกฎหมายป้องกันการวิจารณ์ มีงบประมาณที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประตูบานแรกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำของประเทศนี้ถูกค้ำยันและส่งต่อไป การปฏิรูปสถาบันไม่ใช่เป็นเพียงแค่การจัดสรรงบประมาณใหม่เท่านั้น. แต่ว่าเป็นการสร้างความเป็นประชาธิปไตยของขบวนการการต่อสู้ ตนอยากเน้นย้ำการต่อสู้ถึงขบวนการการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือ เราจำเป็นต้องคุยกันให้มากว่าต้องการสังคมอะไรในอนาคต เพราะว่าถ้าเราไม่คุยกันว่าอยากได้สังคมแบบไหน จะมีพวกชนชั้นอภิสิทธิ์มาคิดแทนเรา มาไฮแจ็ค (ช่วงชิง) ขบวนการ ทำให้รัฐสวัสดิการไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบที่ปรีดี พนมยงค์ เคยเผชิญกับเงื่อนไขนี้มาก่อนแล้ว

การทำให้ประชาชนสามารถพูดเรื่องรัฐสวัสดิการได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนสามารถจะพูดได้ แต่ว่าชนชั้นนำจะทำให้เรื่องนี้ซับซ้อน หรือมักจะพูดว่าจะให้ไปแก้กฎหมายตัวไหน มีแนวคิดที่ว่าคนไทยยังไม่พร้อมกับรัฐสวัสดิการเพราะบางคนยังไม่มีการจ่ายภาษี ซึ่งตนมองว่ากระบวนการเช่นนี้ทำให้กระบวนการรัฐสวัสดิการหลงทาง โดยตนนำเสนอแนวคิดรัฐสวัสดิการที่มีต้นฉบับมาจากสวีเดนฟินแลนด์ ซึ่งเป็นโมเดลที่ก้าวหน้ามากที่สุด แบบที่แย่มากที่สุดคือแนวคิดที่ใช้ในไทยและอเมริกา คือแบบเน้นสังคมสงเคราะห์ อีกปีะการหนึ่งในฝรั่งเศสและเยอรมันที่จัดสวัสดิการผ่านคนทำงาน ใครที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป รศ.ดร.ษัษฐรัมย์  กล่าว

เก็บภาษีชนชั้นปรสิต เพื่อลดอำนาจชนชั้นนายทุน : รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

รัฐสวัสดิการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีสิทธิ์ถ้วนหน้า ไม่เกี่ยวว่าจะรวย หรือจนหรือน่าสงสาร ที่จะได้ในฐานะมนุษย์โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน นโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้านี้ จะใช้งบประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ในประมาณ 45-50% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งในแง่การคลังเป็นไปได้ทันที ส่วนประเด็นเรื่องอุปสรรคคือการต่อสู้ทางการเมือง ตนผิดหวังในส่วนของนักการเมืองในสภาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่พยายามพูดเรื่องแบบนี้อย่างจริงจัง หรือไม่ผลักดันเรื่องรัฐสวัสดิการให้เป็นประเด็นสาธารณะ ปัจจุบันในประเทศไทยอยู่ในสังคมที่เหลื่อมล้ำมาก ๆ จนเราพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกันเพียงเล็กน้อย จนทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องแปลก พิสดาร และเป็นไปได้

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ เน้นย้ำว่ารัฐสวัสดิการเป็นไปได้โดยเฉพาะเรื่องภาษี สำหรับคนจนก็เสียภาษีเช่นกันในภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่คนไทยไม่ได้เกลียดกลัวการเสียภาษีเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ คำกล่าวดูถูกของชนชั้นนำเกิดขึ้นจากความกลัวความเสมอภาคจากระบบรัฐสวัสดิการ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้เสนอการจัดเก็บภาษีชนชั้นปรสิตหรือภาษีกลุ่มคนมั่งคั่ง ที่เริ่มผลักดันใช้ในประเทศสเปน อาร์เจนตินา นอร์เวย์ คือ การเก็บภาษีทรัพย์สินที่เก็บจากความมั่งคั่ง เช่น มีทรัพย์สินอยู่ 1 ล้านล้าน ต้องเสียภาษีกลับคืนมาปีละ 3 หมื่นล้าน ในประเทศไทยมีอยู่ 2 คน การเก็บภาษีคนเหล่านี้จะช่วยในการคิกออฟ หรือ เป็นการเริ่มต้นระบบรัฐสวัสดิการ ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้ การเก็บภาษีคนเหล่านี้อาจจะไม่สามารถเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก แต่ว่าจะลดอำนาจชนชั้นนายทุน

ทั้งนี้ฝากถึงพรรคการเมืองจะต้องพูดเรื่องรัฐสวัสดิการอย่างจริงจัง เหมือนกับตอนที่หาเสียง ซึ่งพรรคการเมืองที่อยู่ในสภาตอนนี้กล้าหาญน้อยกว่านักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐสวัสดิการและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ อย่าง ชนินทร์ หรือ พริษฐ์ ทั้งที่คนเหล่านี้ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง หรือ เงินเดือน แต่พวกเขาสามารถพูดเรื่องรัฐสวัสดิการได้อย่างกล้าหาญ โดยที่ไม่สนต่ออนาคตกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่พรรคการเมืองกลับไม่กล้าหาญที่จะพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพราะความกลัว

ก้าวแรกสู่รัฐสวัสดิการคือการดูเรื่องทรัพยากรที่เรามี แต่เราทำกลับหัวกลับหางมันว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น การพัฒนาประเทศโดยการบรรจุพยาบาลก่อนนายพล หรือ สร้างมหาวิทยาลัยทุกจังหวัด หรือในทุกเมืองใหญ่ ที่ไม่จำเป็นแค่ให้มหาวิทยาลัยเป็นเพียงสัญลักษณ์ของอภิสิทธิ์ชน เพราะประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องด้านการจัดเก็บภาษี หรือตัวอย่างในช่วงปี 2544 โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งใช้งบหลายแสนล้านบาท 45-50% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สามารถจัดสวัสดิการแบบเริ่มต้นได้ แล้วต่อไปจากนั้นหากคนได้รับสวัสดิการที่เพียงพอ คนสามารถจะประกอบอาชีพที่ตนเองชอบได้ คนสามารถวิ่งตามความฝันโดยไม่ถูกขังโดยชาติกำเนิด คนสามารถสะสมทุนได้และพัฒนาจากชนชั้นล่างมาเป็นชนชั้นกลาง และจะทำให้คนมีฐานะที่มากพอ พอที่จะสามารถเสียภาษีได้ แต่ถ้าไม่เคยได้รับเลยจากรัฐ การเรียกร้องให้คนที่รายได้ 9,000 บาท/เดือน ความเป็นถ้ารัฐสวัสดิการไม่ทั่วถึง พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะจ่ายภาษีได้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

บอล ชนินทร์ วงษ์ศรี หรือ บอล แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนม

รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลให้คุณค่ากับประชาชน : ชนินทร์ วงษ์ศรี

ชนินทร์ วงษ์ศรี กล่าวว่า รัฐสวัสดิการเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  ชนินทร์ได้เท้าความถึงเหตุการณ์ช่วงรัฐประหารปี 2500 รัฐบาลเผด็จการได้ใช้อุดมการณ์แบบกษัตริย์นักพัฒนาขึ้นมา ชูอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ  ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ไม่มีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์หรือทำประชามติ ในปัจจุบันก็มีการบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของรัฐ ตนมองว่า ถ้าในระบอบประชาธิปไตยประชาชนจะต้องสามารถออกสิทธิ์ออกเสียงได้ทุกอย่าง แต่ในปัจจุบันมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ทำหน้าที่ปิดปากประชาชนจึงไม่สามารถพูดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างนักการเมืองหลาย ๆ พรรคที่ไม่กล้าพูดประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่เราควรพูดได้ ถ้าไม่สามารถพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้รัฐสวัสดิการจะไม่เกิด

อุดมการณ์นักพัฒนาแบบข้างต้นควรที่จะเปลี่ยนไปได้แล้ว เราต้องสร้างสังคมที่ให้การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ถ้าพูดถึงปัญหานั้นไม่ได้ก็ไม่สามารถที่จะสร้างรัฐสวัสดิการได้ ยกตัวอย่าง ร่าง พรบ.การศึกษา (ฉบับรัฐบาล) ที่มีหลักการจะเชิญชวนให้นักเรียนคล้อยตามอุดมการณ์ของรัฐ ซึ่งต้องมองย้อนกลับไปว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำเพื่อรองรับประชาชนหรือรองรับอุดมการณ์เพื่อใคร

การปฏิรูปสถาบันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและจะนำมาซึ่งรัฐสวัสดิการ : ชนินทร์ วงษ์ศรี

ชนินทร์ วงษ์ศรี กล่าวว่า หากการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้สำเร็จ ตนมองว่าวัฒนธรรมทางการเมืองจะดีขึ้นและการสร้างรัฐสวัสดิการจะเป็นไปได้ ตนมองว่าการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาถือว่าทำให้การพูดเรื่องสถาบันกลายเป็นเรื่องปกติ ถ้าเปรียบเทียบกับอดีตก็คงจะโดนคดี ม. 112 ไปหลายราย แม้ตนเองจะโดน ม.112 เช่นกัน

ประเด็นเรื่องงบประมาณจำนวน 3 หมื่นกว่าล้าน เป็นสิ่งที่ชัดเจนอย่างยิ่ง เพราะงบเหล่านี้มีจำนวนมาก สามารถนำไปทำเงินสวัสดิการอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าตั้งแต่อายุ 1 ขวบถึง 6 ขวบได้ หรือทำอะไรให้กับประชาชนได้หลายอย่าง เช่น การกระจายงบไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสร้างรถไฟรางเบาได้ 1 เส้นทาง เพราะฉะนั้น การปฏิรูปสถาบันฯ จะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและจะนำมาซึ่งและรัฐสวัสดิการ

        จะดีแค่ไหนถ้าสังคมมีรัฐสวัสดิการ ถ้ามีพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น หรือมีถนนหนทาง มีระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งการจัดสรรวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดเหล่านี้คือรัฐสวัสดิการ ทางแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจะขอต่อสู้ต่อไปเพื่อสร้างสังคมให้เป็นรัฐสวัสดิการและสร้างสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมารองรับทุกคน ชนินทร์ วงษ์ศรี กล่าว

เลี้ยงให้คนไม่ตาย แต่ก็ไม่โต’  นิยามรัฐสวัสดิการแบบไทยๆ : กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ กลุ่มม็อบเฟส

กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ กล่าวว่า ตนได้ยินเรื่องรัฐสวัสดิการเมื่อครั้งไปที่พิพิธภัณฑ์แรงงาน แถวมักกะสัน ได้รับฟังข้อมูลมาว่ารัฐสวัสดิการคือการที่นายทุนเลี้ยงแรงงานไม่ให้ตายและไม่โต ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าทึ่ง โดยเปรียบเทียบกับสังคมในปัจจุบัน โดยคำว่าเลี้ยงให้ไม่ตายแต่ไม่ให้โตนั้น เป็นคำที่ว่า การให้สวัสดิการที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตแต่ไม่สามารถที่จะพัฒนาสถานะของตัวเองไปได้

แต่ในประเทศไทยแม้แต่คำว่าจะเลี้ยงไม่ให้ตายยังไม่มีเลย ทุกวันนี้ยังพบเจอปัญหาคนไร้บ้าน ท้ายที่สุดแล้วรัฐสวัสดิการในปัจจุบันยังไม่มีทั่วถึงเลยด้วยซ้ำ  ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันและการสร้างรัฐสวัสดิการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ที่งบประมาณเรานั้นนำมาใช้กับคนตระกูลหนึ่ง โดยมีการวิจารณ์งบประมาณการใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ไม่สามารถพูดได้เนื่องจากเรื่องของกฎหมาย ตนได้เสนอว่างบประมาณในส่วนนี้ สามารถนำไปใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจจะมีประโยชน์มากกว่า

การจะเติมเต็มรัฐสวัสดิการให้เป็นจริงได้ ต้องเพิ่มเติมในสิ่งที่เรียกว่าโครงสร้างมูลฐาน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ มีการเกี่ยวข้องที่จะการหาภาษีเข้าประเทศอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม พลังงาน การจัดการน้ำ หรือการสื่อสาร การจัดการขยะ ซึ่งในประเทศไทยเรื่องโครงสร้างมูลฐานพังทุกเรื่อง อย่างเช่น การไม่มีการวางผังเมืองที่ดี รวมทั้งงบประมาณด้านคมนาคมของประเทศไปลงอยู่กับส่วนกลาง ไม่ได้ถูกกระจายเข้าสู่ภูมิภาคเท่าไหร่   กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ กล่าว

เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ : รัฐสวัสดิการคือประชาธิปไตย

เพนกวิน พริษฐ์ กล่าวว่า รัฐสวัสดิการคือประชาธิปไตยเต็มรูปแบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยส่วนใหญ่เราจะพูดถึงระบอบรัฐสภาหรือระบอบการเมืองเพียงอย่างเดียว เช่นประชาชนออกไปเลือกตั้ง ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ นอกจากที่ประชาชนจะมีสิทธิ์ออกไปร่วมทางการเมือง การที่รัฐสวัสดิการคือการที่ทุกคนมีมาตรฐานในการใช้ชีวิตต้องไม่ลำบาก หรือกัดก้อนเกลือกินกว่าที่รัฐเลี้ยงให้ สรุปคือ ใครที่จะยากจนแค่ไหน จะไม่มีใครมีชีวิตที่แย่เกินกว่านี้

เราไม่สามารถจะมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ หากเราไม่มีรัฐสวัสดิการ : พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน พริษฐ์ กล่าวว่า การดูแลประชาชนอย่างครบวงจรผ่านระบบรัฐสวัสดิการ จะทำให้ประชาชนมีกำลังทั้งกำลังเงินและกำลังต่าง ๆ มากมายเพราะว่าถ้าไม่มีรัฐสวัสดิการ ประชาชนไม่มีทุนทรัพย์  ก็จะไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง กล่าวคือพอไม่มีความปลอดภัย ไม่มีความมั่นคง ประชาชนก็จะใช้เวลาในการหาเงินมากขึ้น หากประชาชนมีเวลาที่จะทำให้นั่งคิด จะทำให้ประชาชนมีสำนึกและมีส่วนร่วมทางการเมืองได้มาก ดังนั้นรัฐสวัสดิการคือเรื่องของความก้าวหน้า เราไม่สามารถจะมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้หากเราไม่มีรัฐสวัสดิการ

รัฐสวัสดิการกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ : พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน พริษฐ์ กล่าวว่า  รัฐสวัสดิการกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกกันไม่ออก เพราะการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์คือการสร้างประชาธิปไตย การปฏิรูปสถาบันคือการปัดกวาดเช็ดถู ปัดฝุ่น เอาเศษซาก เอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อาจจะตกค้างออกไป กล่าวคือ ต้องการให้ประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินอย่างแท้จริง ถ้าจะมีสถาบันกษัตริย์อยู่ ก็ต้องเป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับในสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศระบบรัฐสวัสดิการที่มีความน่าสนใจและเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นด้วย

ถ้าเรามาพูดถึงแนวทางในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่ได้นำเสนอไป 10 ข้อ ซึ่งถูกบรรจุเอาไว้เป็นข้อที่ 3 ของการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 2563 จะเห็นว่าทุกเรื่องเป็นไปเพื่อการมีส่วนร่วมสร้างประชาธิปไตย เรามีประชาธิปไตย เราก็มีรัฐสวัสดิการได้ และเมื่อมีรัฐสวัสดิการ ประชาชนจะมีกำลังและเวลาที่จะออกมาตรวจสอบ ออกมาแสดงความคิดเห็นมากกว่านี้ จะไม่ถูกจำกัดในหน้าที่การงาน ไม่ถูกจำกัดด้วยเรื่องปากท้องที่กดเอาไว้ ดังนั้น นี่คือเรื่องหลักการที่ขบวนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต้องใส่ใจรัฐสวัสดิการ และเป็นเหตุผลด้วยว่าขบวนการรัฐสวัสดิการต้องใส่ใจเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พริษฐ์ได้เน้นย้ำว่า ถ้าไม่มีประชาธิปไตย จะไ่ม่สามารถที่จะมีรัฐสวัสดิการได้เลย และถ้าไม่มีรัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตยก็จะไม่ยั่งยืน เพนกวิน พริษฐ์ กล่าว

รัฐสวัสดิการคือชีวิตที่คุณจะจับต้องได้ หลังการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์สำเร็จ : พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน พริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทความคิดในเรื่องรัฐสวัสดิการในขบวนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน อย่างที่เราเห็นสภาพการเมืองทุกระดับ สภาวะตอนนี้เป็นผลสะสมของความเสื่อมถอยที่มากัดกินประเทศไทยตลอดระยะเวลา 40-50 ปี หรือนานกว่านั้น เราอยู่ในจุดที่ระบบกลไกเก่า ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือก่อนปี 2475 และตลอดทั้งระบบกลไกของราชการ ของรัฐบาล ของเศรษฐกิจและวัฒนธรรม มันกำลังกร่อน ใกล้เป็นฟางเส้นสุดท้าย ซึ่งทุกคนในห้องเสวนานี้รู้ว่าประเทศไทยกำลังจะมีอะไรใหญ่ ๆ เกิดขึ้น แต่เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ การมาชวนให้เราฝันคือให้เราออกมาต่อสู้ ประชาชนทุกคนในที่นี้ทราบดีหมด ว่ารัฐบาลและกลไกโครงสร้างนี้มันแย่ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เพียงต้องการแค่ตีแผ่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันแย่อย่างไร แต่เราต้องการพูดถึงอนาคตด้วย เราต้องการแสดงจุดยืนว่าเราไม่ต้องการอยู่ในสังคมเช่นนี้ แล้วประเทศไทยหรือสังคมที่เราอยากอยู่เป็นแบบไหน รัฐสวัสดิการคือภาพของชีวิต ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ อยู่อย่างสบายในประเทศนี้เหมือนกัน คือร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน และจะเป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่าถ้าคุณพูดว่า ขบวนใหญ่กำลังพูดถึงการปรับลดงบสถาบันกษัตริย์ ก็ต้องมีภาพต่อด้วยแล้วว่าถ้าคุณปรับลดงบนั้นแล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป การที่เราศึกษาเรื่องรัฐสวัสดิการ จึงเป็นภาพต่อที่ชัดเจนว่า ถ้าคุณลดงบกลาโหมและงบสถาบัน เราจะมีเงินมากพอที่จะดูแลให้เด็กทุกคนในประเทศมีการศึกษาที่มีคุณภาพ และประชาชนทุกคนมีการเข้าถึงการรักษาอย่างมีคุณภาพโดยไม่ต้องนำเงินไปซื้อประกันหรือเข้าโรงพยาบาลเอกชน สรุปคือ รัฐสวัสดิการคือการให้ภาพฝันที่ปลายอุโมงค์ คือเป็นภาพที่ชัดเจนว่าถ้าปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างครบวงจรแล้ว อะไรคือชีวิตที่คุณจะจับต้องได้หลังการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์สำเร็จ พริษฐ์ กล่าว.

ฉันทามติร่วมของประชาชน ผสานพลังพรรคการเมือง คือ การสร้างรัฐสวัสดิการที่เป็นรูปธรรม : พริษฐ์ ชิวารักษ์

ในมุมมองนักต่อสู้นั้น พริษฐ์เห็นด้วยกับ อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กับเรื่องบทบาทในสภาของพรรคการเมืองที่ต่อสู้เรื่องรัฐสวัสดิการ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง คือไม่ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนมากเท่าที่ควร ในประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่กำลังถูกพูดถึงเป็นในเชิงสาธารณะ ความเคลื่อนไหวในสภาก็ยังไม่กล้าพูดมากนัก จนมากลายเป็นเจตจำนงของสังคมหรือของมวลชนจำนวนมาก ที่เห็นว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์สำคัญ จะเป็นตัวแปรที่ทำให้พรรคการเมืองกำลังที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องแสดงความกล้าหาญ ที่ไม่อาจจะตกกระแสสังคมในการแสดงจุดยืนของเรื่องดังกล่าวได้

เรื่องรัฐสวัสดิการคือหลักประกันที่จะทำให้ประชาชนไม่ยากจนไปกว่านี้ จะไม่มีชีวิตที่แย่ไปกว่าที่รัฐเลี้ยงดู ถ้าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความฝันร่วมของประชาชน ตนเชื่อว่าพรรคการเมืองจะไม่นิ่งดูดาย การเปลี่ยนแปลงระบบใหม่โดยเฉพาะอย่างอย่างสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น มันจะเริ่มต้นจากคนไม่กี่คน พอไปขยายความให้มาก ๆ ให้กลายเป็นฉันทามติร่วมของประชาชน มันจะมีน้ำหนักมากขึ้น จะทำให้พรรคการเมืองและผู้ที่สนใจ สร้างจังหวะสร้างโอกาสเพื่อการต่อสู้ประชาธิปไตย และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงผู้ที่ต่อสู้เรื่องรัฐสวัสดิการ ทุกภาคส่วนจะช่วงชิงจังหวะอย่างนั้นได้อย่างไร ตนต้องให้มองเป็นขบวนการที่เกิดความคิดร่วมกับผู้ที่เคลื่อนไหวเรื่องรัฐสวัสดิการว่าให้เห็นคุณค่าความสำคัญ จนทำให้เราต้องอุทิศตนให้กับการต่อสู้อย่างจริงจัง พริษฐ์ สรุปว่า คือการต่อสู้ (Struggle) ถ้ามีการเคลื่อนไหว (Movement) ขึ้นมา เพื่อการต่อสู้ถึงสิ่งนี้ มันก็จะไปถึงสิ่งนั้น พริษฐ์ กล่าว

จรัล ดิษฐาอภิชัย : รัฐสวัสดิการกับกิโยติน ในมุมมองคนต่างประเทศ มองการเคลื่อนไหวปฏิรูปสถาบันจะนำสู่การปฏิรูปสถาบัน

จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า การต่อสู้ในฝรั่งเศสก็ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่กลับไปกลับมาเพราะกลุ่มอำนาจเก่าไม่ยอมระหว่าง สาธารณรัฐ กับ ระบอบจักรพรรดิ จนกระทั่งลงหลักปักฐานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 ในช่วงการเกิด Commune de Paris ซึ่งในปัจจุบันนี้เรียกว่าสาธารณรัฐที่ 5  ตั้งแต่สาธารณรัฐที่ 4  รัฐบาลเริ่มมีนโยบายรัฐสวัสดิการ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ตนอยู่ในประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับรัฐสวัสดิการคือการรักษาพยาบาลฟรี หรือเสียค่าใช้จ่ายน้อย ตนมีโรคประจำตัวที่ต้องฉีดยาตีราคาเข็มละ 50,000 บาท โดยได้รับสวัสดิการจากประเทศฝรั่งเศสให้ได้ฉีดฟรี รวมทั้งได้รับเงินช่วยเหลือคนชราซึ่งตนได้รับมาหลายปีซึ่งถือว่าสามารถดำรงชีวิตได้ ที่ประเทศฝรั่งเศสมีกองทุนเยอะมาก ตนได้ไปขอช่วยค่าเช่าบ้าน สรุปแล้วชีวิต 7 ปีที่ผ่านมาและชีวิตต่อจากนี้ไป ตนอยู่ได้ด้วยรัฐสวัสดิการ และตนยืนยันว่ารัฐสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนิยม ถึงแม้จะไม่ใช่ทั้งหมด ทั้งนี้สังคมต้องเป็นสังคมแบบสังคมนิยมเพื่อจะได้ให้ชีวิตคนมีหลักประกันมากขึ้นทีแรก ยกตัวอย่างเงินสวัสดิการคนแก่ของตน ในช่วงโควิดที่ผ่านมา มีการเพิ่มให้ 3 ยูโร (เพิ่มขึ้น 112 บาท) แสดงให้เห็นว่ารัฐต้องช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจากการว่างงาน และคนชรา อย่างถ้วนหน้า

จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวต่อว่า เรื่องรัฐสวัสดิการจึงต้องเป็นอุดมการณ์หนึ่งของนักเคลื่อนไหว หากเราเป็นรัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการและทำอย่างจริงจัง ซึ่งปัญหาหลัก ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรัฐสวัสดิการคือการที่กลุ่มชนชั้นสูงจะไม่เห็นด้วย ซึ่งในสมัยพรรคไทยรักไทยจะนำเงินคงคลังมาใช้ ปรากฎว่าข้าราชการกระทรวงการคลังขัดขวาง ความจริงรัฐไทยมีเงินเยอะ เนื่องจากตอนนี้เป็นรัฐข้าราชการ เป็นรัฐของนายทุน

ถ้าหากวันนี้พระเจ้าหลุยส์ไม่ได้ถูกโค่นล้มด้วยกิโยติน แล้วมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฝรั่งเศสจะได้เป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่  จรัล ตอบว่า คงไม่ได้ ฝรั่งเศสมีกษัตริย์องค์หนึ่งคือกษัตริย์ของนายทุน ที่มาจากการปฏิวัติของประชาชนในปี

ค.ศ.1830 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่นายทุนชอบ และครองอำนาจมาจนถึงการปฏิวัติครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1848 ก่อนโดนถูกโค่นล้มโดยประชาชน สรุปว่าระบอบกษัตริย์ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก ไม่เคยมีนโยบายที่จะช่วยเหลือคนจน อย่างมากถ้าฝนตกฟ้าร้อง แห้งแล้ง ก็ให้คนเอาน้ำไปแจกหรือโปรยทานอย่างพระเวสสันดร หรือทำสังคมสงเคราะห์ ไม่มีทางคิดไปถึงรัฐสวัสดิการได้เลย แม้แต่กษัตริย์อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้กษัตริย์คิดถึงเรื่องคนยากจน นโยบายที่จะช่วยเหลือคนจนจะเกิดขึ้นเมื่อมีรัฐบาลพลเรือน หรือ รัฐบาลสาธารณรัฐ

วงเสวนาในวันนี้ มีผู้ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนพูดคุย เช่น จรรยา ยิ้มประเสริฐ ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น เรื่องภาษีและรัฐสวัสดิการ โดยระบุว่า ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา การสร้างภาพว่าคนเสียภาษีคือมนุษย์เงินเดือน แบกภาษีของประเทศ คนกลุ่มนี้จึงชี้นิ้วในช่วงพันธมิตร (พธม.) ว่า คนเสื้อแดงต่างจังหวัด หรือชนชั้นแรงงานรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ไม่ควรได้สวัสดิการใดๆ เป็นจุดเริ่มต้นของลูกผสมเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ-อนุรักษ์นิยมทางสังคมและการเมืองที่ยังคงมีความติดตกทอดมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งประชาชนที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและสอบถามวิทยากร

สำหรับวงเสวนาในวันนี้ยุติลงเมื่อเวลาประมาณ 21:15 น. เจษฎา ศรีปลั่ง และ ณัฐพงศ์ มาลี ได้ขอบคุณผู้ฟังและขอบคุณวิทยากรทุกคน รวมทั้งเชิญชวนร่วมรำลึกวันสำคัญของชาติไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อสืบสานอุดมการณ์ คณะราษฎร และขอให้ติดตามการจัดห้องเสวนาเช่นนี้อีกในโอกาสครั้งต่อไป.

///////////////////////////////////////////////////////////////////

ณัฐพงศ์ มาลี สำนักข่าวราษฎร : รายงาน

19 มิถุนายน 2564