บทความ

เปิดเอกสารร้องปปช.สอบสวนเอาผิดประยุทธ์บริหารโควิดส่อทุจริต


ตามที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย โดยนายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ ร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ให้ตรวจสอบประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้มเหลวควบคุมโควิด นำประเทศสู่หายนะ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 โดยการร้องเรียนดังกล่าวได้มีการนำไปสู่การอภิปราบไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ประกายไฟจึงขอนำเอกสารร้องเรียนดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชนดังต่อไปนี้

ภาพโดย : Queen กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

46/428 ม.ริมสวน ประชาอุทิศ 12 ดอนเมือง กรุงเทพ 10210 โทร. 065-5575005

วันที่ 16 สิงหาคม 2564

เรื่อง ขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีสาธารณสุข ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เรียน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานเรื่องหายนะภัยโควิดจากการไม่ร่วมโคแวกซ์ (Covax)
                   โดยเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ

     นับตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ในวันที่ 27มกราคม 25647 เป็นช่วงโควิดระลอกที่ 1 นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงว่าสถานการณ์โดยรวมขณะนี้ถือว่าควบคุมสถานการณ์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในวันที่ 15  สิงหาคม2564 จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มสูงถึง 21882 รายเสียชีวิต 209 ราย รวมสะสมทะลุ 907,157 ราย เสียชีวิตสะสม 7458  คน      

     เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นผู้มีอำนาจเต็มใช้กฎหมายจำนวน 31 ฉบับเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดแต่เพียงผู้เดียว มีการใช้มาตราการล๊อคดาวน์ ถึงสองครั้งคือ 25 มีนาคม 2563 และ 19 กรกฎาคม 2564 ทำให้เศรษฐกิจ-สังคมไทยพังทลาย มีผู้ป่วยล้นทะลัก ไม่เข้าถึงการรักษาพยาบาลและเสียชีวิตกลางถนนอย่างเอน็จอนาถเป็นอย่างยิ่ง

     ความล้มเหลวในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดจนนำมาสู่ความหายนะกันถ้วนหน้านั้นเป็นผลมาจาก การที่ประยุทธ์ จันทร์โอชารวบอำนาจการบริหารจัดการโควิดภายใต้ ศูนย์บริหารสถานการณ์”โควิด19″หรือศบค. โดยรวบอำนาจปฏิบัติหน้าที่ส่อไปในทางทุจริต ไม่โปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์ให้กับอาเสี่ยและนายทุนผูกขาด แสวงหากำไรจากความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ดังต่อไปนี้

     1.รัฐบาลไม่เข้าร่วมโครงการ Covax (Covid-19 Vaccines Global Access) ก่อตั้งในเดือนเมษายน ค.ศ.2020 ซึ่งนำโดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi)กล่าวอ้างว่าประเทศไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่ในความจริงประเทศที่มีรายได้สูงต่างเข้าร่วมโคแว๊กซ์ด้วยกันทั้งสิ้นเช่นอเมริกา อังกฤษ เกาหลีใต้ สิงคโปร ฯลฯ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะได้รับวัคซีนคุณภาพดีอย่างเพียงพอทั่วถึง ดังนั้น หากไทยเข้าร่วมตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี2563ที่ประกาศรับสมัครสมาชิกเข้าโคแวกซ์ ประเทศไทยจะได้วัคซีน mRNA อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรที่ต้องฉีดวัคซีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และเข้าถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2564 การไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกโคแวกซ์จึงเป็นความบกพร่อง เป็นความประมาทในการบริหารความเสี่ยง ขาดวิสัยทัศน์ต่อการแก้ปัญหาโควิดในระดับนานาชาติและภูมิภาคเอาเชี่ยน โดยที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโคแวกซ์อย่างรอบด้าน เป็นการกระทำมีผลประโยชน์แอบแฝงในการจัดหาวัคซีนคุณภาพดี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนคือสยามไบโอไซเอนซ์อย่างไรก็ตามในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศเข้าร่วมโคแวกซ์แล้วในเดือนกรกฎาคม 2564 แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเข้าร่วมซึ่งจะทำให้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นในปี 2565 ช้ากว่าทุกประเทศในอาเชี่ยน เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ สร้างความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นอย่างมาก 

       2.อนุมัติงบกลาง 600 ล้านบาท ให้สยามไบโอไซเอนซ์เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด จากการเปิดเผยของประยุทธ์จันทร์โอชาเมื่อวันที่ 27 พย.63 สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 10  รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด-19 โดยรัฐบาลคาดว่าคนไทยจะมีวัคซีนโควิด-19 ใช้ในปี 2564 อีกทั้งยังได้อนุมัติงบประมาณการจองล่วงหน้าและการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัทแอสตราเซเนกา ประเทศไทย ในวงเงิน 6,049,723,117 บาท ในจำนวนนี้เป็นงบฯ สำหรับการบริหารจัดการวัคซีนกว่า 2 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะจัดหาวัคซีน 26 ล้านโดส ให้ประชากรกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคน ได้ภายในกลางปี 2564 หรือเดือนละ 10 ล้านโดสให้ครบ 61 ล้านโดสก่อนสิ้นปี 2564 นี้

       อย่างไรก็ตาม กษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เป็นองค์กรการปกครองเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ โดยที่ประยุทธ์ จันทร์ชาได้รัฐประหารปี 2557 ได้อ้างเหตุผลการรัฐประหารว่าเพื่อปกป้องกษัตริย์และประกาศว่าเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว ดังนั้นการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จึงเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่าย ผลประโยชน์ทับซ้อนได้  ทั้งๆที่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์มีผลประกอบการขาดทุนมาโดยตลอด

การทำสัญญาระหว่างรัฐและสยามไบโอไซเอนซ์ ยังเป็นสํญญาเสียเปรียบ จากกรณีการส่งมอบที่ล่าช้าและไม่ได้ตามจำนวนที่ต้องการกล่าวคือการอุดหนุนเงินงบประมาณวันที่ 24 ส.ค. 63 ตามหนังสือที่ นร.106/คนกง. ระบุอย่างชัดเจนว่า “เพื่อให้ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ในการจัดซื้อวัคซีนที่ผลิตโดยผู้ผลิตในไทยเป็นอันดับแรกตามจำนวนที่ต้องการ และมีเงื่อนไขที่จะจำกัดการส่งออกได้ด้วย และเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอุดหนุนวงเงินดังกล่าวนี้ เพื่ออุดหนุนบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์” (ข่าวสด3สค.64)แต่ในความเป็นจริง บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ส่งมอบแอสตร้าเซเนก้าได้เพียง 1/3 ของวัคซีนที่ผลิตได้  ส่วนที่เหลือต้องส่งออกไปยังต่างประเทศ  โดยที่สัญญามิได้กำหนดบทลงโทษหรือเงื่อนไขอื่นใด หากส่งมอบล่าช้าและไม่ได้ตามจำนวนที่ต้องการ

นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ยอมรับว่าในสัญญาจองซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกา 61 ล้านโดสไม่มีเงื่อนเวลาส่งมอบกำหนดไว้และไม่ได้ระบุจำนวนวัคซีนที่ส่งมอบแต่ละล๊อตดังนั้น ข้อตกลงที่ว่าจะส่งมอบวัคซีนให้รัฐบาลไทยเดือนละ 10 ล้านโดสให้ครบ 61 ล้านโดสก่อนสิ้นปีนี้ ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือ สัญญาที่เซ็นกันไว้ ทั้งนี้แอสตร้าเซเนก้าขอเลื่อนการส่งมอบไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2564 (17 ก.ค. 2564 ไทยรัฐ)

     นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่าเมื่อวันที่ 9 มิย.64  “มาดามแป้ง” คุณนวลพรรณ ล่ำซำ อธิบายการส่งมอบที่ล่าช้าว่า  สยามไบโอไซเอนซ์เป็นบริษัท “รับจ้างผลิตวัคซีน” ให้กับ AstraZeneca (Thailand)ส่วนการสั่งซื้อและส่งมอบล้าช้าเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับ AstraZeneca ส่วนเรื่องเงิน 600 ล้านบาทที่นำมาลงทุนให้สยามไบโอไซเอนซ์จะคืนให้เป็นจำนวนวัคซีนที่ต้องส่งมอบให้รัฐบาล จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีแต่ประการใดตามที่รัฐบาลระบุเหตุผลการอุดหนุนเงิน 600 ล้านบาท ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วในด้านการค้นคว้าวิจัยเพื่อผลิตวัคซีนต้านโควิดนั้น องค์การเภสัชกรรมได้วิจัยวัคซีนโควิด-19 ชนิดเชื้อตายประสพผลสำเร็จและสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนในประเทศ

     3.ผลของการทำสัญญาเสียเปรียบดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงพอตามเป้าหมาย แทนที่รัฐบาลจะได้จัดซื้อวัคซีนmRNA รัฐบาลได้สั่งซื้อวัคซีน Sinovac ซึ่งปรากฏว่า เป็นวัคซีนคุณภาพต่ำ ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกระทั่งเสียชีวิตได้ เป็นวัคซีนแม้ฉีดไปแล้วสองเข็มก็ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้  รวมทั้ง ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศด้วยกัน 
     วัคซีน ชิโนแว๊คเป็นธุรกิจที่ “เซี่ย ปิ่ง” หรือ Tse Pi   เป็นลูกพี่ลูกน้องกับตระกูลเจียรวนนท์ ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Sino Biopharmaceutical ซื้อหุ้น Sinovac Life Sciences ที่เป็นบริษัทลูกของบริษัทซิโนแวค เมื่อเดือน ธ.ค.แม้ซีพีไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่การที่รัฐบาลเลือกซื้อชิโนแว๊ค จากจีน เป็นหลัก โดยไม่มีการเปิดเผยสัญญาซื้อขายให้สาธารณชนรับรู้ จึงมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนจากประเทศจีน แทนที่จะดำเนินการให้มีวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 ที่จะบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมาตรา 55  รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง

      ผลจากพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจพวกพ้อง  บริหารงานล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ปฏิบัติหน้าที่รัฐตามรัฐธรรมนูญดังได้กล่าวมาแล้ว  นำมาสู่โศกนาฏกรรมที่ทำให้คนไทยติดเชื้อโควิดและล้มตายมากมาย ส่งผลกระทบเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างรุนแรง ธุรกิจและการประกอบอาชีพล้มละลาย มีคนฆ่าตัวตายหนีความทุกข์ยากจากการติดเชื้อโควิดมากมาย หนี้ครัวเรือนขยายตัวถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ คนยากจนดักดานเพิ่มถึง 20 ล้านคน  หนี้สาธารณะเพิ่มสูงชนเพดาน 59 เปอร์เซ็นต์  ฯลฯ

      เมื่อประชาชนเดือดร้อนจากความล้มเหลวของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดและบกพร่องในการจัดหาวัคซีน ประชาชนจึง ออกมาชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลจัดหาวัคซีนคุณภาพดีมาให้ประชาชน  แต่รัฐบาลกลับใช้กำลังตำรวจควบคุมฝูงชนปิดกั้นการชุมนุมและและใช้อาวุธสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง  ดำเนินคดีกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม เป็นการกลั่นแกล้งกดดันประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

     ในนามของภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบความเดือนร้อน จากการบริหารที่ผิดพลาดในการแก้ปัญหาโควิด-19 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จึงขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนไต่สวนเอาผิด นายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ในฐานะ ผอ.คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้รวบอำนาจจากกฎหมาย 31 ฉบับแต่เพียงผู้เดียว การกระทำดังกล่าว(1-3)จึงเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 ม.27 ประกอบ ม.47 โดยตรง อีกทั้งอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ ตามมาตรา 172 พ.ร.บ.ป.ป.ช. เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต 3.กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 4.ผิดประมวลจริยธรรมร้ายแรง  5.บริหารงานโดยรวบอำนาจ ขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ใช้ความรุนแรงคุกคามประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องวัคซีนป้องกันโควิด  จึงมายื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนดำเนินคดีนายกฯ หากวินิจฉัยพบว่ามีความผิดให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อศาลประทับรับฟ้องนายกฯต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อผิดตามข้อกล่าวหาให้ทำการถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

       กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยตระหนักดีว่า การทำงานของปปช.อาจล่าช้าและยังไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง ด้วยเหตุที่คณะกรรมการปปช.มีที่มาจากการแต่งตั้งคณะรัฐประหารและมาจากการสรรหาของสว.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ได้ตระหนักถึงเงินภาษีอากรของประชาชนที่ได้จ่ายค่าตอบแทนให้คณะกรรมการปปช.และพนักงานปปช.ทั้งหมด  เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ประเทศกำลังวิกฤติอย่างแรง อันเป็นผลมาจากการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงขอให้ทุกท่านตระหนักถึงอันตรายและหายนะที่จะเกิดกับประชาชนและประเทศชาติด้วยการตรวจสอบ สอบสวน เอาผิด อย่างจริงจัง เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโควิดและมีรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยความสุจริต โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ  ธันวารัตน์    อัญวลัยมงคล


สมยศ พฤกษาเกษมสุข          เจษฎา ศรีปลั่ง

ธัญศิษฐ์ อิงคยุทธวิยา

ผู้ร้องเรียน ฯ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.